ปวดหัวกับโทรศัพท์มือถือที่ตัวเองใช้ เพราะอยู่ดีๆก็เปิดไม่ได้ซะงั้น

 

เมื่อเดือนที่แล้วเริ่มมีอาการ เลยส่งของศูนย์ซ่อม เพราะยังอยู่ในประกัน

 

ภายไป 1 วัน โทรมาบอกว่า ให้มารับเครื่อง แล้วบอกว่า ขั้วแบตเสื่อม เปลี่ยนให้แล้ว

 

กลับมาใช้แบบปกติ แต่ลองเปิดเช็คดู เปลี่ยนขั้วแบตให้ตรงไหนหว่า เพราะเห็นร่องรอยการใช้งานอยู่เหมือนเดิม

 

แต่ไม่คิดไร มีใช้ก็โอเคแล้ว ผ่านไปไม่ถึง 2 อาทิตย์ เหมือนเดิม เปิดเครื่องไม่ได้ เปลี่ยนศูนย์ดีกว่า เอาไปเข้าอีกที่หนึ่ง คราวนี้ส่งเข้าสำนึกงานใหญ่เลย ผ่านไป 2 วัน โทรแจ้งขอรื้อเครื่อง พบคราบน้ำ ตูไม่เคยทำตกน้ำแล้วจะมีคราบน้ำได้อย่างไร บอกอีกว่า หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมยังไง จะโทรแจ้ง

 

ผ่านไป 10 วัน เงียบ จนต้องโทรไปเอง พนักงานบอกว่า เครื่องกำลังจะกลับไปที่สาขา ให้ไปรอรับได้เลย ระเบิดลงซิคร้าบบพี่น้อง ไหนบอกจะโทรแจ้ง ไม่มีการแจ้ง ไม่มีการซ่อม แต่คุณมรึงได้รื้อเครื่องออกหมดแล้ว ปวดจิตจริงๆๆ ผ่านไป 1 วัน สาขาโทรแจ้งให้มารับเครื่อง

พอถึงคิวเรียก ก็ยื่นใบซ่อมให้ พนักงานทำยิ้มแย้ม บอกว่า เอาซิมมาด้วยหรือเปล่าคะ จะได้ทดลองเครื่อง

ระเบิดแทบลงอีกลูก  "เออ ได้ข่าวว่าไม่ได้ซ่อม ตรวจพบคราบน้ำ ขอถามหน่อยว่า แค่เหงื่อออกเนี่ย มันสามารถทำให้สนิมขึ้นเมนบอร์ดเลยหรือ"

"........................." สงสัยพยายามนึกคำพูด สุดท้ายได้แต่ยิ้ม

"อย่านะเฟ้ย ไม่สบอารมณ์แล้ว" ในใจคิดแบบนั้น

เซ็นรับเครื่องเดินออกมา แล้วคิดในใจ ตูจะไม่ใช้มือถือของยี่ห้อนี่อีก เดินมาไม่เท่าไหร่ ล้วงมือถือที่ตายซากออกมาดู "โอ้โห...ทำไมปุ่มมันเยินแบบนี้ พองไปพองมา เฮ้ย ตูไม่ได้ทำแน่ๆ ตอนส่งซ่อม ปุ่มแน่นปึก"

 

"ตูพลาดเองก่อนเซ็นรับเครื่อง ไม่ตรวจก่อน" เกือบแล้วเกือบกลับไปอาละวาด กะขว้างโทรศัพท์ทิ้งให้พนักงาน+ลูกค้าในนั้นให้เห็นทุกคน" แต่สุดท้ายปล่อยไป เพราะรู้ว่า ถ้าโกรธ โกรธแรง

 

ออกจากศูนย์ซ่อม ดิ่งตรงไปหาน้องที่ซื้อโทรศัพท์จากที่นั่น แล้วก็บ่นๆๆๆๆให้น้องมันฟัง จนน้องบอกว่า "เด๋วนู่เอาเข้าเคลมใหม่ในนามบริษัท"

"อืม ลองดูก็ได้ บอกช่างด้วยนะ ไอ้ปุ่มที่พะเงิบพะงาบ ตูไม่ได้ทำ แต่พวกมันนั่นแหละที่ทำ แก้ไขให้ด้วย"

 

จากนั้น ก็มีเพื่อนบอกว่า เฮ้ย ถ้าซ่อมไม่ได้เด๋วเอาให้ข้างนอกลองล้างเมนบอร์ดดู เผื่อสนิมขึ้นไม่มาก

พยักหน้ารับทราบ "ค่อยหลังจากที่น้องตูเอาไปซ่อมแล้วกัน"

เมื่อวาน ผ่านไปอาทิตย์นึงพอดี นัดน้องทานข้าว ก็กะว่าจะถามโทรศัพท์เป็นไงบ้าง

พอเจอหน้ากัน ก็ถามประโยคนี้ขึ้นมา โทรยื่นโทรศัพท์ให้ บอกว่า "ซ่อมไม่ได้ค่ะ มีคราบน้ำจริงๆ"

"เฮ้ย อะไรวะ พี่ไม่ได้ทำตกน้ำนะ แต่ช่างมันเถอะ" ตอนนั้นตัดใจแล้ว แต่แล้วน้องก็พูดต่อ "พี่เต้คะ ปุ่มนั่นช่างก็บอกว่าซ่อมไม่ได้นะคะ"

 

คราวนี้แหละ ระเบิดอารมณ์อย่างเต็มที่ โมโห โกรธจนสุดทน "เฮ้ย มรึงทำของกูพัง แล้วบอกว่าซ่อมไม่ได้ แบบนี้ไว้ไม่ได้แล้ว" จากนั้น E71 ก็ถูกขว้างลอยละลิ่วเข้าสู่พงหญ้า ท่ามกลางเสียงร้อง "เฮ้ย" ของเพื่อนและน้อง

โกรธๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

บรรยากาศแสนจะอึดอัด (คิดแทนคนอื่น) แต่อารมณ์ตอนนั้นไม่ได้จริงๆ รับไม่ได้กับการกระทำแบบนี้ เบ็ดเสร็จใช้โทรศัพท์เครื่องนี้มา 8 เดือน ตกค่าเสื่อมเดือนละ 2,000 บาท (หรอ) ตูไม่ได้รวยเอาเงินมาซื้อแต่โทรศัพท์นะเฟ้ย

 

จากนั้นอารมณ์ในการทานข้าวไม่มีแล้วด้วย พลอยทำให้คนอื่นอึดอัดไปแล้ว ขอโทษทุกคนไปแล้ว ทุกคนก็เข้าใจแหละ

 

แต่สำหรับมือถือรุ่นนั้น ยี่ห้อนั้น อย่าหวังว่าจะได้เงินจากเราอีก ค่ายอื่นดีๆมีถมเถ ปวดใจจริงๆๆๆ

 

 

เก็บตกจากฮ่องกง#ตอนจบ

posted on 05 Nov 2009 19:13 by mountainblue in Travel

Entry นี้ ก็ได้ฤกษ์จบสมบูรณ์ของเก็บตกจากฮ่องกงซะที ส่วนใครที่อยากอ่านตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนจบ คลิกที่นี่เลย

เก็บตกจากฮ่องกง#1

เก็บตกจากฮ่องกง#2

เก็บตกจากฮ่องกง#3

เก็บตกจากฮ่องกง#4

จากที่เกริ่นไว้ในตอบจบของ Entry ฮ่องกงตอนที่ 4 ว่า ได้เวลาฉายเดี่ยวในเมืองฮ่องกง สาเหตุเนื่องมาจาก โมโหพี่ชายที่แสนดีสุดฤทธิ์ ที่พาไปหาร้านติ่มซำไม่เจอ และวกกลับมาทานแมคโดนัลด์แทน (เมืองไทยก็มีทานเฟ้ย อาเฮีย)

ตอนนั้นเวลาประมาณ บ่าย 2 โมงครึ่ง เดินแยกจากพี่ชายมาแล้ว พร้อมเงินที่มีติดตัวเหลืออยู่ประมาณพันกว่าเหรียญ ไปไหนดีหว่าๆๆๆๆๆๆ เดินช็อปปิ้งก็ได้ (แล้วที่ไหนล่ะ) เจ็บขาก็เจ็บ หิวก็หิว (แต่ต่อหน้าพี่ชาย ไม่บอกหิวสักนิด หยิ่งดีนักตู หากินเองเลยละกัน) เริ่มแรก เดินเข้าร้านรองเท้า หาซื้อรองเท้าแตะเป็นอย่างแรก

เมื่อเดินเข้าไปในร้าน อาซิ้มมีอายุ 2 คน ให้การต้อนรับ (ภาษาอังกฤษดีเลิศแบบนี้ ตูจะเริ่มยังไงดีหว่า เอาวะ เป็นไงเป็นกัน) ในหัวสมองเริ่มนึกถึงหน้าอาจารย์สอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ประถมจนมหาวิทยาลัย นึกอยู่ดีๆ เสียงอาซิ้มคนหนึ่งก็พูดภาษาจีน ซึ่งไม่รู้ว่าพูดอะไร

Hello เสียงทักทายจากเราดังกลับไป คราวนี้เค้ารู้แล้ว ว่าเป็นคนต่างชาติ ภาษาอังกฤษมาให้คล่องปรื้อ ส่วนเรายังบื้อต่อไป เดินดูรองเท้าจนเจอคู่ที่ถูกใจและต้องการจะซื้อ ราคาประมาณ 160 เหรียญ (โอ้แม่เจ้า  700 กว่าบาท)

หลังจากที่นึกหน้าอาจารย์สอนภาษาอังกฤษไปก็แล้ว ก็ถึงเวลาที่พูด "Do you believe in destiny?" เฮ้ย ไม่ใช่ "Do you have a big size, i will buy this shoes" (เออ พอจะเข้าใจไหมอ่ะ อาซิ้ม)

อาซิ้มไม่พูดอะไรนอกจากเหลือบมองดูเบอร์รองเท้าคู่นั้น แล้วเดินไปหลังร้านเอาอีกเบอร์มาให้ (เออ จะเข้าใจแหละมั้ง 555)

เอามาลองใส่ ใส่ได้พอดี หันไปบอกว่าต้องการคู่นี้แหละ จะควักเงินจ่าย อาซิ้มอีกคนพูดอีกว่า แปลเป็นไทยประมาณว่า ไม่ดูคู่อื่นอีกหรอก โอเค คุณกล้าท้า เรากล้าซื้อ เพราะเงินยังมี หันไปเลือกรองเท้าแนวเดินป่า ได้มาอีกคู่ เบ็ดเสร็จจ่ายประมาณ 300 กว่าเหรียญ

เดินออกจากร้าน ไปแวะนั่งพักที่สวนเล็กๆใกล้กัน ( ไม่อยากเดินไปไหนไกลแล้ว ตูกลัวหลง) หยิบรองเท้าแตะมาเปลี่ยน เก็บรองเท้าของเรา แทบจะโยนทิ้ง เพราะมันเดินซะเจ็บ (เชื่อไหมว่า กลับมาเมืองไทยแล้ว รองเท้าคู่นั้นยังไม่แตะมาถึงบัดนี้) นั่งพักอยู่แปบนึง เดินหาข้าวทานดีกว่า ก็เลือกร้านที่มีเมนูภาษาอังกฤษเป็นหลัก เดินมาอีกหน่อยเจอร้านอาหารแนวๆ เป็ด ห่านย่าง ได้ทานวันแรกอร่อยดี แต่มันเข้าร้านทางไหนหว่า ไม่กินก็ได้วะ ไปร้านอื่น เดินมาเจอร้านอาหารไทย น่าทานเหมือนเดิม แต่ราคาแพงโคตร (ตูกลับไปกินที่บ้านก็ได้) เดิน เดินๆๆๆๆๆๆ และเดิน จนมาเจอ KFC หรือว่าจะเข้าไปกินแก้หิวดีหว่า แต่ในหัวก็คิดถึงหน้าพี่ชาย ความหยิ่งกลับมาอีก เพราะถ้ามันถาม แล้วบอกว่ากิน KFC มันต้องหัวเราะแน่ๆๆๆๆ

เดินไปอีกหน่อย เจอร้านที่มีเมนูภาษาอังกฤษอยู่หน้า เดินเข้าไปดู เออ พอจะเข้าใจ ไม่รีรอเข้าร้านเลย พนักงานมาต้อนรับ พาไปที่โต๊ะ ซึ่งมีอาเฮียคนจีนนั่งอยู่คนหนึ่ง (ที่นี่ เค้าต้องแชร์กันนั่ง) พอจัดทีจัดท่าเรียบร้อย หันมาเปิดเมนู

โอ้แม่เจ้า

!!!!!!!????@@@

ข้างนอกเมนูมีภาษาอังกฤษ แต่ข้างในภาษาจีนล้วน (เวงละกู) ทำไงดีวะ เหงื่อแตกพลั่กๆๆๆๆ โชคดีมีลูกค้าคนอื่นเข้ามาอีก พนักงานเลยเดินไปหยิบเมนูให้ลูกค้าคนอื่น ยังมีเวลาให้คิด เปิดพลิกไปมา หน้าอาหารภาษาจีนล้วน หน้าเครื่องดื่มดันมีภาษาอังกฤษให้ (ทำไมเมิงไม่ทำเหมือนๆกันหมดวะ หรือว่ากลัวเปลืองหมึก) หรือว่าจะสั่งแบบอาเฮียคนตรงหน้านี้ เค้ากำลังกินมะกะโรนีอยู่ ก็ตูไม่ชอบนี่หว่า หรือว่าจะจิ้มมั่วๆๆๆดีล่ะ ก็ไม่รู้อาหารจะหน้าตาออกมาเป็นไง สุดท้ายเปิดเจอหน้านึง มีรูปภาพ (ซึ่งทั้งเมนูมีรูปอยู่หน้านี้หน้าเดียว) แต่ภาพมันมัวๆ มองไม่ชัด รู้แต่ว่าเป็นสปาเก็ตตี้ พนักงานมาพอดี เลยจิ้มลงไปว่าต้องการจานนี้ และขอโค้กกระป๋องนึง พนักงานรับไป เขียนอะไรหยึกๆๆ แล้ววางไว้บนโต๊ะ เราก้มลงมอง เป็นรายการอาหารกับราคา ราคารวมเขียนไว้ 23 หรือ 27 (เวง เขียนให้ชัดๆหน่อยได้ไหมคร้าบบบบ พี่คร้าบบบบ)

เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ อาหารก็มาเสิร์ฟตรงหน้า

 

 

มันก็คือ

 

 

คือ

 

นี่ไง โฉมหน้าของอาหารมื้อนั้น สปาเก็ตตี้ไก่ กระทะร้อน หน้าตาดูดี ยิ่งพอได้ชิม อร่อยอีกต่างหาก ไม่ช้านาน ก็หมดไม่เหลือสักเส้น เดินไปจ่ายตังค์ ให้ไป 30 เหรียญ ทอนมา 3 เหรียญ (อ๋อ ไอ้ที่เขียนยึกยือๆๆ นั่นเลข 27)

 

ออกจากร้าน มองดูนาฬิกา บ่าย 3 โมงครึ่ง ฉายเดียวมา 1 ชั่วโมงแล้ว ไปไหนต่อดีกว่า ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าเดินๆๆๆอยู่แถวนั้น และยืดถนนนาธานเป็นหลัก เพราะโรงแรมที่พักเก็บกระเป๋าอยู่ถนนนี้ เดินเข้าร้านขายขนม ซื้อฝากหลานๆดีกว่า หมดไปอีกเกือบ 200 เหรียญ เดินมาเรื่อยๆๆ ก็มาเจอป้ายเลดี้ มาร์เก็ต ใกล้ๆสถานี MRT Mongkok ก็แสดงว่าไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่ ผู้คนมากกมายเป็นพิเศษ เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ เราจะป้ายโฆษณายืนถือกันบนซอยเล็กเป็นจำนวนมาก เพื่อเรียกลูกค้า

แบบนี้ เป็นต้น

เดินผ่านไปเรื่อยๆเจอร้านขายของชำ แวะซื้อไฟแช็กแบบแปลกๆให้เพื่อนอีกอันนึง เพราะมันสั่งมา หมดไปอีก 5 เหรียญ เดินเล่นอีกพักนึง ไม่รู้จะไปไหนแล้ว ยืนอยู่แถวสี่แยกไฟแดง ทุกครั้งที่จะข้ามถนนที่นี่ จะมีเสียงเตือนดัง "ติ๊ง ติ๊งๆๆๆๆ เพื่อเป็นการบอกให้ข้ามถนน หรือห้ามข้าม ผู้คนและรถราที่นี่ ไม่มีการฝ่าฝืนกฎจราจร ดูเป็นระเบียบดีมาก แต่ตัวเราพอมายืนเพื่อจะข้ามถนนทีไร เหมือนมีไมโครชิฟติดอยู่ที่ต้นคอ เพราะมันจะดังแต่ ติ๊ง ติ๊งๆๆๆๆๆ อย่างเดียว 555

เดินข้ามถนนเพื่อลงไปนั่งรถ MRT กลับสถานีจอร์แดน เดินขึ้นไปที่โรงแรม ตอนนั้นประมาณ 4 โมงกว่าๆ พี่ชายคงยังไม่มา เลยเดินไปที่ล็อบบี้นั่งพัก รื้อของที่ซื้อมาอีกรอบ แล้วก็ผล่อยหลับตรงนั้น จนพี่ชายมาปลุก ประมาณ 5 โมงเย็น ชวนกันไปรับกระเป๋าแล้ว ลงสถานีอีกรอบเพื่อไปสนามบิน พี่ชายถามว่าไปทานอะไรมา

"สปาเก็ตตี้ กระทะร้อน"

มันพยักหน้า ถามว่าอร่อยไหม ก็พยักหน้าตอบกลับไปว่าอร่อย (แต่ในใจ บอกว่า อร่อยกว่ากินแมคฯแล้วกัน แต่ขืนพูดไป เด๋วโดนฆ่า เพราะไม่รู้ว่าอารมณ์ขึ้นหายกันไปหรือยัง)

พอลงมาถึงสถานีแล้ว เตรียมจะตัวไปในสถานี แต่กลัวติดปัญหาๆเอากระเป๋าเข้าไม่ได้แบบตอนขามา ยกก็ไม่ได้แล้ว เพราะกระเป๋าหนักแล้ว ก็เลยใช้วิธีลากกระเป๋ามาข้างหน้าตัว วางบัตรปลาหมึกไป แล้วดันกระเป๋าเข้าไปก่อนแล้วตัวเองค่อยตามกระเป๋าไป ใช้ได้แฮะ รู้งี้ทำตั้งแต่ขามาแล้ว (ต้องโง่ก่อนแล้วค่อยฉลาด อิอิ) ก็นั่ง MRT แล้วไปต่อรถเมล์สาย S1 เพื่อเข้าสนามบินเหมือนตอนขามา

แผนผังเส้นทางเดินรถ MRT ในฮ่องกง

ชอบรูปนี้เพราะเหมือนควันออกจากปากปล่องภูเขาไฟ (ความจริงเป็นเมฆต่างหาก)

เมื่อมาถึงสนามบินก็เดินไปคืนบัตรปลาหมึก เพื่อแลกตังค์กลับมา เข้าไปเช็คอิน ตอนนั้นเวลาประมาณ 6 โมงเย็น เครื่องออกประมาณ 2 ทุ่ม 45 นาที ใช้เวลาที่เหลือช็อปิ้งในนั้นแหละ จนได้เวลาเข้าเครื่องบิน เจ้าจำปี เช่นเดิม

ฮ่องกงในยามเย็น ก่อนที่จะกลับบ้าน

ถั่วและเครื่องดื่มบนเครื่อง

ส่วนนี่ มื้อใหญ่ของเราบนเครื่องขากลับ

กลับถึงเมืองไทยเวลาประมาณ 4 ทุ่มนิดๆ เร็วกว่าเวลาที่กำหนดไว้ตั้งเยอะ ก็แหม ผู้โดยสารเต็มลำ ก็ Burn พลังงานได้เต็มที (อันนี้เพื่อนที่เป็นนักบินบอกมา ไม่บอกไม่รู้หรอก) เป็นอันว่าประสบการณ์ 3 วัน 2 คืน แถมได้ฉายเดี่ยว 2 ชั่วโมงกว่า ก็เป็นสิ้นสุด เป็นประสบการณ์ต่างแดนครั้งแรกได้อย่างไม่รู้ลืม อย่างน้อยก็โม้ให้คนอื่นฟังได้ว่า

 

ตูก็เคยไปเมืองนอกมาแล้วเฟ้ย อิอิ

ลอยกระทงกับชาว Exteen

posted on 30 Oct 2009 14:54 by mountainblue

เว้นว่างจากเขียนเรื่องเที่ยวต่างแดน แวบมาเห็นกิจกรรมสนุกๆของ exteen

 

พวกเราลอยกระทงกับ Exteen รึยางงเอ่ย

 

เพิ่งเข้าไปลอยมา

วันเพ็ญ เดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง

พวกเราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง

ลอย ลอย กระทง ลอย ลอย กระทง

บุญจะส่งให้เราสุขใจ

ลอยกระทงที่ไหนก็ขอให้สนุก และอย่าช่วยรักษาสิ่งแวดล้มกันด้วยนะจ๊ะ

ใครที่อยากไปลอยกระทงกับ Exteen ไปที่นี่เลย